จุลินทรีย์อนาคตของเกษตรปลอดสารพิษ

จุลินทรีย์เพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน

วันนี้ Admin จะพามาทำความรู้จักกับจุลินทรีย์เพื่อการเกษตร เป็นที่รู้กันว่าในปัจจุบันจุลินทรีย์เป็นส่วนสำคัญในการ ทำเกษตรปลอดสารพิษหรือเกษตรอินทรีย์ ไม่เฉพาะการปลูกพืช แต่ยังรวมไปถึงการเลี้ยงสัตว์ ได้มีการนำจุลินทรีย์มาใช้ ประโยชน์ในการผสมกับอาหารสัตว์เพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะ ในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่า จุลินทรีย์มีบทบาทที่สำคัญกับเรา โดยตรง

จุลินทรีย์คืออะไร

จุลินทรีย์คือสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นมีอยู่ในธรรมชาติน้ำในดินอากาศซึ่งมีทั้งที่เป็นอันตรายและไม่เป็น อันตรายต่อพืชมนุษย์และสัตว์และมีจุลินทรีย์บางจำพวกที่เป็นประโยชน์ในการสร้างยาปฏิชีวนะซึ่งถูกนำไปใช้ประโยชน์ใน ทางการแพทย์ซึ่งระบบนิเวศของจุลินทรีย์มีความหลากหลายในที่นี้เราจะมาดูจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อระบบการเพาะปลูก ทางการเกษตรเพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิต บทบาทและหน้าที่ของจุลินทรีย์ทางธรรมะชาติคือเป็นผู้ย่อยสลายจุลินทรีย์ทำหน้าที่ ย่อยสลายที่มาจากสัตว์เน่าเปื่อยจนไม่เหลือซากและกลายเป็นดินที่อุดมไปด้วยธาตุอาหารขึ้นธาตุอาหารเหล่านี้ที่เกิดจากการ ย่อยสลายวัตถุต่างๆโดยจุลินทรีย์จะได้สารอาหารที่ละลายน้ำได้และเป็นประโยชน์ต่อร่างของพืชซึ่งทำให้พืชสามารถนำไปใช้ ได้ทันที

เชื้อราสาเหตุโรคพืช

เชื้อราสาเหตุโรคพืช ลักษณะของเชื้อราทั่วไปจะเป็นเส้นใยคล้ายเส้นด้ายละเอียด เส้นใยแต่ละเส้นมีขนาดเล็กมาก มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น จะเห็นได้เมื่อมีการเจริญเป็นกลุ่มก้อนหรือเป็นกลุ่มโคโลนีของเส้นใย เชื้อราสาเหตุโรคพืชส่วนใหญ่สร้างหน่วยขยายพันธุ์เรียกว่า สปอร์ เพื่อใช้ในการแพร่ระบาดและการมีชีวิตรอดในระบบนิเวศ สปอร์ของเชื้อรามีหน้าที่คล้ายเมล็ดพันธุ์พืช นั่นคือพร้อมที่จะเจริญและงอก แต่เป็นการเจริญแพร่พันธุ์และงอกได้ในพืช สปอร์เหล่านี้พร้อมที่จะระบาดจากพืชในพื้นที่หนึ่งไปสู่อีกพื้นที่หนึ่ง โดยมีลม น้ำ หรือมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญในการพัดและ/หรือพาไป เมื่อสปอร์เหล่านี้ไปสู่พืชพรรณชนิดต่าง ๆ ที่เหมาะสม สปอร์ก็จะเจริญและงอกเข้าไปในพืชโดยการแทงผ่านผิวพืชเข้าไปในพืชได้โดยตรงหรืองอกแล้วแทงผ่านเข้าไปตามแผลที่เกิดขึ้นตามส่วนต่าง ๆ ของพืช หรือเข้าตามช่องเปิดธรรมชาติ เช่น ปากใบ เมื่อเข้าไปแล้วเชื้อราพวกนี้ก็จะมีการสร้างสารพิษ เอนไซม์ หรือสารกระตุ้นต่าง ๆ ทำลายพืชให้ได้รับความเสียหาย เกิดการเปลี่ยนแปลงผิดปกติไป ปัจจุบันมีการผลิตสารเคมีเรียกว่าสารควบคุมเชื้อราโรคพืช หรือ Fungicides ใช้ฉีดพ่นทั้งในลักษณะป้องกันและรักษาก่อนและหลังจากที่พืชเป็นโรค
 ในกลุ่มของจุลินทรีย์สาเหตุโรคพืช เชื้อราจัดเป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำความเสียหายให้แก่พืชผลมากที่สุด มีเชื้อรามากกว่า 8,000 ชนิดที่เป็นสาเหตุโรคพืช และมีพืชชั้นสูงและหรือพืชผลทางการเกษตรเกิดโรค เนื่องจากเชื้อราไม่น้อยกว่า 100,000 โรค เชื้อราสามารถแพร่ระบาดไปตามที่ต่าง ๆ ได้โดยติดไปกับซากพืชเป็นโรค เมล็ดและ/หรือท่อนพันธุ์ ดิน ปุ๋ยคอก หรือวัสดุปลูกต่าง ๆ รวมทั้งแพร่ไปกับน้ำและปลิวไปกับลมได้ดี

สำหรับโรคของพืชป่าไม้ในประเทศไทย พบว่ามีเชื้อราที่เป็น Microfungi จำนวนมากที่สามารถเข้าทำลายพืชป่าไม้ได้ตั้งแต่ระยะเมล็ด กล้าไม้ และส่วนต่าง ๆ ของลำต้น ได้แก่ ใบ กิ่งก้าน ลำต้น และฝัก โดยขณะนี้พบเชื้อราประมาณ 92ชนิด จากเมล็ดไม้ 47 ชนิด ; 72 ชนิด จากกล้าไม้ 40 ชนิด และประมาณ 29 ชนิด จากไม้ใหญ่ 9 ชนิด โดยเชื้อราสาเหตุโรคพืชป่าไม้ที่หลากหลายเหล่านี้สามารถจัดกลุ่มตามลักษณะอาการต่าง ๆ ของโรคได้ เช่น โรคเน่าคอดิน (dampingoff), ราสนิม (rust), ราแป้ง (powdery mildew), จุดนูนดำ (tarspot),ใบไหม้ (leaf blight), ยอดตาย (dieback), แผลแตกตามลำต้น (canker) ฯลฯเป็นต้น

โรคพืชจากเชื้อรา

โรคใบจุดพืชคะน้า สาเหตุเกิดจากเชื้อราAlternaria sp อาการเกิดแผลวงกลมเป็นจุดช้ำน้ำเล็กๆต่อมาใบ
เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล
โรคโคนเน่าพืชตระกูลส้ม สาเหตุเกิดจากเชื้อราPhytophthora parasitica อาการเปลือกโคนต้น
เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและเน่ามียางสีน้ำตาลไหลออกมารากเน่าใบเหลืองม้วนงอและร่วงกิ่งแห้งตาย
โรคเน่าระดับดินในพืชถั่วเหลือง สาเหตุเกิดจากเชื้อราPythium sp อาการโคนต้นเป็นจุดช้ำน้ำเล็กๆแผลแห้งยุบ
ตัวคอดกิ่วต้นกล้าหักพับ
โรคแอนแทรกโนสในพริก สาเหตุเกิดจากเชื้อราColletotrichum sp อาการผลเกิดเป็นจุดสีน้ำตาลแดง
ลุกลามสร้างกลุ่มสปอร์สีน้ำตาลแดงเกิดเรียงกันเป็นวงกลมมีเมือกสีส้มปกคลุมผิวบริเวณที่เป็นโรค
โรคเหี่ยวพืชมะเขือเทศ จะเกิดอาการเสียวอย่างช้าช้าใบที่โคนต้นเหลืองและร่วงก่อน ต่อมาเหี่ยวทั้งต้นรากเน่าใบเหลืองร่วง
กิ่งก้านท่อน้ำและท่ออาหารถูกทำลายเป็นสีน้ำตาล
โรคราสนิมขาว เบญจมาศ สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Puccinia horiana Henn. อาการเกิดจุดสีเหลืองขนาดเล็กบริเวณส่วนส่วนของใบแล้วขยายใหญ่ขึ้น. ส่วนต้นใต้ใบจะเห็นจุดสีขาวนวลต่อมาจะขยายใหญ่ขึ้นเป็นจุดนูนกลมสีชมพูและเป็นสีขาว
โรคราเขม่าดำ หัวหอมใหญ่ สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Aspergillus niger อาการเกิดผงสีดำคล้ายผงเขม่าเกาะอยู่ที่หัวหอมใหญ่
โรคราแป้ง ตระกูลแตง สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Pseudoperonospora cubensis อาการใบเกิดผงสีขาวคล้ายผงแป้งทั้งด้านบนใบและด้านใต้ใบผิวใบด้านต่อมาใบแห้งตาย
โรคราน้ำค้าง องุ่น สาเหตุเกิดจากเชื้อราPlasmopara viticola อาการที่ด้านบนของใบเกิดเป็นปื้นสี
เหลืองส่วนด้านใต้จะพบขุยสีขาวของเชื้อจานวนมาก

เชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคพืช  

แบคทีเรียเป็นจุลินทรีย์เซลล์เดียว มีผนังแข็งห่อหุ้มเซลล์ (cell wall) รูปร่างจึงคงที่ แต่ละเซลล์มีขนาดเล็กมากต้องใช้กล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูงจะเห็นเซลล์ชัดเจน แบคทีเรียบางชนิดสามารถเคลื่อนที่ได้เองด้วยหาง บางชนิดสามารถสร้างสปอร์ที่คงทนต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมได้ แบคทีเรียมีการทวีจำนวนเพิ่มขึ้นด้วยการแบ่งเซลล์ ส่วนใหญ่แบคทีเรียสาเหตุโรคพืชมีรุปร่างเป็นทอนสั้นและไม่สร้างสปอร์ แต่จะมีชั้นเมือกหรือแคบซูลห่อหุ้มผนังด้านนอกเซลล์อีกชั้นหนึ่ง จึงช่วยให้มีอายุนานและทนต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมได้ดีขึ้น แบคทีเรียสามารถผลิตสารพิษและเอนไซม์ทำลายพืชให้ได้รับความเสียหายได้ แบคทีเรียบางชนิดสร้างสารเร่งการเจริญเติบโตไปทำให้เซลล์พืชเจริญมากผิดปกติ เกิดอาการบวมพอง เป็นปุ่มปม แบคทีเรียเข้าทำลายพืชได้ทางแผลที่เกิดขึ้นตามผิวพืชและทางช่องเปิดธรรมชาติ เช่น ปากใบแบคทีเรียมักจะถูกยับยั้งการเจริญได้ง่ายโดยการปฏิชีวนะแทบทุกชนิด รวมทั้งสารประกอบที่มีธาตุทองแดงเป็นส่วนผสมแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุโรคพืชมีประมาณ 200 ชนิด การแพร่กระจายของแบคทีเรียไปสู่ที่ต่าง ๆ จะเป็นไปในลักษณะเช่นเดียวกับการแพร่ระบาดของเชื้อรา

โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย

โรคเหี่ยว ตระกูลแตง สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรียErwinia sp. อาการพืชแสดงอาการเหี่ยวอย่างรวดเร็วและ
ตายภายในไม่กี่วัน

โรคเน่าเละพืชหัวหอม สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรียErwinia carotovora อาการเนื้อเยื่อตรงกลางหัว
เน่ายุบตัวเป็นเมือกเยิ้มสีน้ำตาลอ่อนจนเกือบดำมีกลิ่นเหม็น

โรคเน่าดำ คะน้า สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรียXanthomonas campestris อาการเกิดแผลบริเวณ
ขอบใบแล้วลามเข้าหาเส้นกลางใบเป็นรูปตัววีจนไหม้ทั้งใบและแห้งตายไป

โรคปุ่มปม แอปเปิ้ล สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรียAgrobacterium sp. อาการเนื้อเยื่อบริเวณกิ่งก้านเกิด
เป็นปุ่มปม

โรคแคงเกอร์ ส้มเขียวหวาน สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรียXantromonas campestris pv.
citri อาการใบกิ่งผลเกิดจุดนูนสีน้ำตาลเล็กๆล้อมรอบด้วยวงสีเหลืองกลางจุดนูนมีลักษณะหยาบบุ๋มตรงกลางหรือแตก
เป็นแอ่ง

การผลิตจุลินทรีย์สำหรับใช้เพื่อการเกษตรด้วยตัวเอง ทำได้อย่างไร

การผลิตจุลินทรีย์หรือการใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์สำหรับเกษตรกรนั้น ไม่ใช่เรื่องที่สลับซับซ้อนเกินความสามารถของเกษตรกร เพียงแต่ต้องเข้าใจหลักการพื้นฐานของจุลินทรีย์ เช่นจุลินทรีย์มีบทบาทหน้าที่อย่างไร ขยายพันธุ์ได้อย่างไร และจุลินทรีย์ใช้อะไรเป็นอาหาร ซึ่งสำหรับประเทศไทยเป็นประเทศ

มีลักษณะภูมิอากาศแบบร้อนชื้น ซึ่งเป็นลักษณะที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ของจุลินทรีย์ ดังนั้นจึงมีจุลินทรีย์อยู่ทั่วไปทั้งในอากาศ ในพืช ในสัตว์ จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องซื้อจุลินทรีย์ มาใช้

การผลิตน้ำหมักชีวภาพ คือการนำเศษซากพืชหรือซากสัตว์ ที่เหลือใช้มาหมัก ด้วยอาหารของจุลินทรีย์ อาทิเช่น กากน้ำตาล หรือผักผลไม้ ที่มีความหวาน มีน้ำตาลเป็นองค์ประกอบ ซึ่งจุลินทรีย์จะใช้น้ำตาลเหล่านี้เป็นอาหาร ทำให้เกิดการเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ให้มีมากขึ้น กิจกรรมการย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ก็เกิดเร็วขึ้น ผลที่ได้จากการหมักซากพืชซากสัตว์ ได้แก่ สารอาหารและแร่ธาตุต่างๆที่อยู่ในพืช จะถูกจุลินทรีย์ย่อยสลายและปลดปล่อยออกมา ให้อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืช และจุลินทรีย์เหล่านั้นยังสร้างกรดหรือสารอินทรีย์ ที่มีประโยชน์ ช่วยในการควบคุมเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคพืช และยังสามารถช่วยป้องกันแมลงศัตรูพืชได้อีกด้วย

สูตรผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์

ขั้นตอนการทำหัวเชื้อจุลินทรีย์

สิ่งที่ต้องเตรียม

  1. ผักผลไม้ อาทิเช่น สับปะรด ฝรั่ง มะละกอ และอื่นๆ     จำนวน 3 กิโลกรัม
  2. กากน้ำตาล   จำนวน 1 กิโลกรัม
  3. ถังหมักควรเป็นถังฟ้า เพราะทนทานต่อกรด เนื่องจากในการทำน้ำหมักชีวภาพ จะมีความเป็นกรดค่อนข้างสูง

วิธีทำหัวเชื้อจุลินทรีย์

  1. นำผักผลไม้ที่เตรียมไว้จำนวน 3 กิโลกรัมมาสับและบดให้ละเอียด
  2. น้ำผักผลไม้ที่ บดสับอย่างละเอียดแล้วมาผสมรวมกับกากน้ำตาล ในอัตราส่วน( ผักผลไม้:กากน้ำตาล)   3:1
  3. ใส่ลงในถังหมัก คลุกเคล้าให้เข้ากัน
  4. ปิดฝาถังหมักให้สนิท
  5. กวนวัสดุในถังหมักให้สัมผัสกับอากาศทุกๆ 5-7 วัน เพื่อให้เกิดการย่อยสลายได้ดีขึ้น
  6. หมักทิ้งไว้ประมาณ 1-2 เดือน
  7. เมื่อครบกำหนด ให้กรองเอาเฉพาะน้ำ ซึ่งก็คือหัวเชื้อจุลินทรีย์ นำมาบรรจุใส่ขวดปิดฝาให้สนิท พร้อมนำไปใช้ต่อไป หรือนำไปทำน้ำหมักจุลินทรีย์ (EM)

วิธีการทำน้ำจุลินทรีย์ (EM)

ต้องเตรียมอุปกรณ์การทำ ดังนี้

  1.             ถังพลาสติกมีฝาปิด     
  2.             ถุงปุ๋ย      
  3.             กากน้ำตาล (โมลาท) หรือน้ำตาลทรายแดง
  4.             หัวเชื้อจุลินทรีย์  
  5.             เศษผักผลไม้  เศษอาหาร

เมื่อเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ พร้อมแล้ว ก็มาสู่ขั้นตอนการหมัก

  1. ใส่น้ำจำนวน 8 ลิตรลงในถังหมัก ควรใช้น้ำบ่อหรือน้ำสระ แต่ถ้าไม่มีก็สามารถใช้น้ำประปาแทนได้ ในกรณีใช้น้ำประปา ควรใส่ถังเปิดฝาทิ้งไว้ 2 วัน เพื่อให้คลอรีนระเหยออกไปเสียก่อน ไม่เช่นนั้น จุลินทรีย์จะถูกคลอรีนในน้ำประปาทำลาย
  2. นำกากน้ำตาล 250 ซีซี เทใส่ลงไป ถ้าไม่มีกากน้ำตาล สามารถใช้น้ำตาลทรายแดงแทน ประมาณ 300 กรัม คนให้ละลายเข้ากัน
  3. น้ำหัวเชื้อจุลินทรีย์ 250 cc  ผสมลงไปในถัง คนให้เข้ากัน
  4. นำเศษอาหาร เศษผัก ผลไม้ ที่สับละเอียดเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงไปในถุงตาข่าย หรือนำมาห่อด้วยผ้าขาวบางแล้วผูกด้วยเชือก นำถุงตาข่ายที่ห่อเศษผัก เศษผลไม้ ใส่ลงไปในถังหมัก แล้วใช้วัตถุที่มีน้ำหนักวางทับ ลงบนถุงตาข่าย และให้ถุงตาข่ายจมอยู่ในน้ำ จากนั้นปิดฝาปากให้สนิท
  5. หมักทิ้งไว้เป็นเวลา 7 วัน
  6. เมื่อครบ 7 วันสามารถนำน้ำจุลินทรีย์มาใช้ประโยชน์ได้

วิธีการใช้น้ำจุลินทรีย์

  • ใช้น้ำจุลินทรีย์ 1 ส่วน ผสมน้ำ 10 ส่วน  ราดบริเวณที่มีกลิ่น
  • ใช้น้ำจุลินทรีย์ 1 ส่วน ผสมน้ำ   500 ส่วน นำไปฉีดพ่นที่ใบหรือบริเวณโคนต้นไม้ สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืช ช่วยป้องกันการก่อกวนของแมลง

ประโยชน์ของจุลินทรีย์ด้านการเกษตร

  • ใช้จุลินทรีย์ในการปรับปรุงดิน ทำให้ดินร่วนซุย มีช่องว่างถ่ายเทอากาศได้ดีขึ้น ช่วยให้รากพืชชอนไชหาอาหารได้ดีขึ้น
  • นำน้ำหมักชีวภาพที่ขยายแล้วมาผสมกับน้ำ 100 เท่า (น้ำหมักจุลินทรีย์ 1 ลิตร กับน้ำ 100 ลิตร ) ฉีดพ่นหรือรดแปลงผักทุก 1-2 สัปดาห์/ครั้ง
  • นำน้ำหมักชีวภาพ ผสมกับน้ำในอัตราข้างต้น (1:100) นำไปราดหรือรดโคนไม้ผล หรือ นำไปฉีดพ่นทรงพุ่มไม้ผลในระยะแตกใบ และระยะออกดอก
  • แก้ปัญหาความเป็นกรดด่างในน้ำเพื่อการเกษตร
  • ใช้ควบคุมป้องกันแมลงและศัตรูที่เป็นโรคพืช
  • เป็นตัวช่วยย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ ทำให้เกิดการปลดปล่อยสารอาหาร แร่ธาตุต่างๆ ให้อยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ได้ทันที ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อพืชอย่างมาก

ประโยชน์ของจุลินทรีย์ด้านปศุสัตว์

  • นำน้ำเชื้อจุลินทรีย์ ที่ขยายแล้วมาคลุกผสมกับอาหารสัตว์ที่ให้แก่โค กระบือ อัตรา 1 ลิตร/อาหาร 10 กิโลกรัม ซึ่งจะช่วยเพิ่มเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในกระเพาะรูเมน และเร่งอัตราการย่อยอาหาร
  • นำน้ำเชื้อ จุลินทรีย์ ที่ขยายแล้ว ผสมรวมกับอาหารหยาบของโค กระบือ เพื่อหมักอาหารหยาบ เช่น ฟางข้าว หญ้าอาหารสัตว์ ก่อนนำมาเลี้ยง ซึ่งจะช่วยย่อยอาหารหยาบให้รวดเร็วขึ้น
  • นำน้ำเชื้อ จุลินทรีย์1 ลิตร ที่ขยายแล้ว ผสมกับน้ำ 100 ลิตร ล้างทำความสะอาดตัวสัตว์ ซึ่งจะช่วยป้องกันแมลงตัวห้ำ และแมลงดูดเลือดที่จะมาเกาะบนตัวสัตว์
  • นำน้ำเชื้อ จุลินทรีย์ 1 ลิตร ที่ขยายแล้ว ผสมกับน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นบริเวณคอกสัตว์ ซึ่งจะช่วยย่อยสลายซากพืชหรือมูลสัตว์ทำให้กลิ่นเหม็นลดลง

ประโยชน์ของจุลินทรีย์ด้านการประมง

  • นำน้ำเชื้อจุลินทรีย์ ที่ขยายแล้ว ราดเทใส่บ่อเลี้ยงกุ้งหรือเลี้ยงปลา อัตรา 100 ลิตร/บ่อ 1 ไร่ ซึ่งจะช่วยลดค่า BOD หรือความสกปรกในน้ำ ทำให้น้ำสะอาดขึ้น รวมถึงช่วยต้านเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อโรคในสัตว์น้ำได้

ประโยชน์ของจุลินทรีย์ด้านสิ่งแวดล้อม

  • นำน้ำเชื้อจุลินทรีย์ ที่ขยายแล้ว เทราดในบ่อบำบัดน้ำเสีย อัตรา 10 ลิตร/น้ำเสีย 10 ลบ.เมตร ซึ่งจะช่วยย่อยสลายความสกปรกให้รวดเร็วขึ้น ทำให้ค่า BOD ในน้ำลดลง
  • นำน้ำเชื้อจุลินทรีย์ ที่ขยายแล้ว เทราดในส้วม รางระบายน้ำ หรือ ท่อระบายน้ำ ซึ่งจะช่วยย่อยสลายสิ่งสกปรก และช่วยลดกลิ่นเหม็น

สาเหตุที่ทำให้จุลินทรีย์ถูกทำลายหรือมีปริมาณลดลง

การใช้สารเคมีอาทิเช่นการใช้ยาฆ่าแมลงยาฆ่าหญ้ารวมถึงการบุกรุกทำลายป่าเป็นสาเหตุทำให้จุลินทรีย์ถูกทำลาย

การเก็บรักษาหัวเชื้อจุลินทรีย์ และข้อพึงระวัง

  • ไม่สามารถทนต่อยาปฏิชีวนะ ยาฆ่าเชื้อ และสารเคมี จึงห้ามผสมสารเหล่านี้
  • เก็บในภาชนะที่ปิดสนิท ไม่ให้อากาศเข้า
  • หลีกเลี่ยงการเก็บหรือวางทิ้งไว้บริเวณแดดส่องถึงหรือใกล้แหล่งความร้อนต่างๆ
  • มีอายุสามารถเก็บไว้ได้นาน 8-12 เดือน ภายใต้อุณหภูมิปกติ และอยู่ในที่ร่ม
  • หากมีการแบ่งใช้ ต้องปิดฝาภาชนะบรรจุให้สนิททุกครั้ง
  • หากพบน้ำหัวเชื้อจุลินทรีย์มีสีดำ และส่งกลิ่นเหม็นเน่า แสดงว่าเชื้อจุลินทรีย์ได้ตายหมดแล้ว ไม่สามารถนำไปใช้ได้
  • หากเกิดแผ่นสีขาว ซึ่งเกิดจากเชื้อรา แนะนำให้ตักคราบด้าบนออก เติมกากน้ำตาลเพิ่ม และหมักต่อ